การแยกแยะข้อเท็จจริงจากเรื่องเท็จเป็นเรื่องที่ท้าทาย และในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ข่าวลวงกลับถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วกว่าความจริง1 ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดและมีผลกระทบต่อการตัดสินใจในเรื่องสำคัญต่าง ๆ แม้ว่าข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนี้จะกระจายไปทั่วทุกกลุ่มอายุ แต่งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าผู้สูงอายุมักหลงเชื่อและแชร์ข่าวลวงมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ2,3
หลังการเลือกตั้งปี 2016 คำว่า “ข่าวลวง” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกัน ชาวอเมริกันจำนวนมากมองว่าข่าวลวงเป็นภัยคุกคาม งานวิจัยพบว่าผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายข่าวลวงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตัวอย่างเช่น ในฟีดทวิตเตอร์ของผู้สูงอายุ พบว่ากว่าร้อยละ 2 ของการเข้าถึง URL ทางการเมืองมาจากเว็บไซต์ข่าวปลอม ขณะที่ตัวเลขนี้ต่ำกว่าร้อยละ 1 ในกลุ่มผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาว นอกจากนี้ ผู้ใช้อายุเกิน 50 ปี ยังมีส่วนร่วมในการแชร์ข่าวลวงถึงร้อยละ 80 ของการแชร์ทั้งหมด ใน Facebook ก็มีรูปแบบที่คล้ายกัน โดยผู้ใช้อายุเกิน 65 ปีแชร์ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ข่าวปลอมมากกว่าผู้ใช้ที่อายุน้อยกว่าถึง 7 เท่า5
แม้ว่าจะมีการควบคุมตัวแปรอื่น เช่น ความนิยมทางการเมือง ระดับการศึกษา และกิจกรรมการโพสต์โดยรวม แต่ผลกระทบของอายุยังคงชัดเจน3 โดยผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะแชร์ข่าวลวงมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีมีอัตราการแชร์ข่าวลวงสูงกว่าคนหนุ่มสาวสองเท่า นอกจากนี้ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ยังเป็นกลุ่มที่แชร์ข่าวลวงในสื่อสังคมออนไลน์ถึง 80% ของทั้งหมด
เหตุผลที่ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะหลงเชื่อและแชร์ข่าวลวงมากกว่า6
การเปลี่ยนแปลงทางสติปัญญา: เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถทางสติปัญญา เช่น ความจำ การประมวลผลข้อมูล และการให้เหตุผล จะลดลง ทำให้ผู้สูงอายุมีความยากลำบากในการจดจำแหล่งที่มาของข้อมูลหรือแยกแยะระหว่างสิ่งที่จริงและเท็จ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังมีแนวโน้มที่จะเชื่อข้อมูลที่ง่ายต่อการเข้าใจมากกว่าการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ปัจจัยทางสังคม: วงสังคมของผู้สูงอายุมักจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่ความไว้วางใจต่อผู้คนในวงสังคมกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะเชื่อและแชร์ข้อมูลที่ได้รับจากเพื่อนและครอบครัว แม้ว่าจะเป็นข้อมูลลวงก็ตาม นอกจากนี้ ความเหงายังเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้สูงอายุหันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การแชร์ข้อมูลลวงหากเนื้อหานั้นสอดคล้องกับความเชื่อหรือประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขา
ความท้าทายในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล: แม้ผู้สูงอายุจะเริ่มใช้งานอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น แต่พวกเขายังคงขาดทักษะที่จำเป็นในการแยกแยะระหว่างแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือและข่าวลวง เช่น การแยกแยะโฆษณาที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนข่าวจริงหรือการรับรู้เมื่อภาพถูกแก้ไขเพื่อหลอกลวง นอกจากนี้ ความซับซ้อนของเนื้อหาออนไลน์ยังทำให้ผู้สูงอายุที่ไม่ได้เติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัลพบว่าการแยกแยะระหว่างข่าว ความคิดเห็น และเรื่องเท็จเป็นเรื่องยาก
ภาพ : https://en.vijesti.me
แนวทางแก้ไขปัญหา
เนื่องจากผู้สูงอายุมีบทบาทสำคัญในการแพร่กระจายข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การพัฒนายุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นสิ่งจำเป็น มาตรการแก้ไขควรมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มพูนความรู้ด้านดิจิทัลในผู้สูงอายุ ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้วิธีการประเมินข้อมูลออนไลน์อย่างรอบคอบ และส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่มีคุณภาพ เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มหรือการสร้างความสัมพันธ์ในโลกจริง นอกจากนี้ การออกแบบแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุมากขึ้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เช่น การลดความซับซ้อนของเนื้อหาและเพิ่มคำเตือนหรือคำแนะนำในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
สรุป
การเผชิญหน้ากับข่าวลวงเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวงในยุคดิจิทัล และผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อผลกระทบจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมากที่สุด การเข้าใจถึงเหตุผลที่ทำให้ผู้สูงอายุมีความเปราะบางต่อข่าวลวงเป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนายุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและลดการแพร่กระจายของข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในอนาคต เพื่อสร้างสังคมที่มีความตระหนักรู้และรับผิดชอบต่อข้อมูลมากขึ้น และช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ได้อย่างปลอดภัยในโลกดิจิทัลที่ซับซ้อนนี้
เขียนโดย
ดร.จิณวัฒน์ แก่นเมือง
สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รายการอ้างอิง
- Vosoughi, S., Roy, D., & Aral, S. (2018). The spread of true and false news online. Science, 359 (6380), 1146-1151. https://doi.org.10.1126/science.aap9559
- Baptista, J. P., and Anabela, G. (2020). Understanding fake news consumption: A review. Social Sciences 9, (185), 1-22. https://doi.org/10.3390/socsci9100185
- Guess, A., Nagler, J., & Tucker, J. (2019). Less than you think: Prevalence and predictors of fake news dissemination on Facebook. Science Advances, 5(1), eaau https://doi.org.10.1126/sciadv.aau4586
- Allcott, H., & Gentzkow, M. (2017). Social media and fake news in the 2016 election. Journal of economic perspectives, 31(2), 211-236.
- Grinberg, N., Joseph, K., Friedland, L., Swire-Thompson, B., & Lazer, D. (2019). Fake news on Twitter during the 2016 US presidential election. Science, 363(6425), 374-378. https://doi.org. 1126/science.aau2706
- Brashier, N. M., & Schacter, D. L. (2020). Aging in an era of fake news. Current Directions in Psychological Science, 29(3), 316-323. https://doi.org/1177/0963721420915872